10.06.2561 วันอัฏฐมีบูชา ถือเป็นวันสำคัญในพระพุทธศาสนา ตรงกับวันแรม ๘ ค่ำ เดือนวิสาขะ (เดือน ๖ ของไทย) หรือ วันแรม ๘ ค่ำ เดือน ๗ ในปีอธิกมาส.
1. ขอบคุณ และ อนุโมทนาบุญ ภาพและเนื้อเรื่อง จาก
2.
วันอัฏฐมีบูชา
ถือเป็นวันสำคัญในพระพุทธศาสนา ตรงกับวันแรม ๘ ค่ำ เดือนวิสาขะ (เดือน ๖ ของไทย)
หรือ วันแรม ๘ ค่ำ เดือน ๗ ในปีอธิกมาส
หรือ วันแรม ๘ ค่ำ เดือน ๗ ในปีอธิกมาส
มีความสำคัญ คือ
1. เป็นวันถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า (หลังเสด็จดับขันธปรินิพพานได้ ๘ วัน)
1. เป็นวันถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า (หลังเสด็จดับขันธปรินิพพานได้ ๘ วัน)
2. เป็นวันคล้ายวันที่พระนางสิริมหามายา องค์พระพุทธมารดาสิ้นพระชนม์ (หลังประสูติ)
3. เป็นวันคล้ายวันที่พระพุทธองค์เสวยวิมุตติสุขตลอด ๗ วัน (หลังตรัสรู้)
.
เมื่อวันเพ็ญ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ ในพรรษาที่ ๔๕ พระพุทธเจ้าทรงพระประชวรหนัก และก่อนที่พระองค์จะเสด็จดับขันธปรินิพพาน ได้ทรงปลงพระชนมายุสังขาร โดยพระพุทธเจ้าตรัสเตือนภิกษุทั้งหลายว่า
.
เมื่อวันเพ็ญ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ ในพรรษาที่ ๔๕ พระพุทธเจ้าทรงพระประชวรหนัก และก่อนที่พระองค์จะเสด็จดับขันธปรินิพพาน ได้ทรงปลงพระชนมายุสังขาร โดยพระพุทธเจ้าตรัสเตือนภิกษุทั้งหลายว่า
"ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนพวกเธอ สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมเป็นธรรมดา พวกเธอจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม ความปรินิพพานแห่งตถาคต จักมีในไม่ช้า โดย ล่วงไปอีกสามเดือนแต่นี้ ตถาคตก็จักปรินิพพาน ฯ"
..
เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานแล้ว ๗ วัน มัลลกษัตริย์ แห่งนครกุสินารา พร้อมด้วยประชาชนและพระสงฆ์ อันมีพระมหากัสสปเถระเป็นประธาน ได้พร้อมกันทำการถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ ณ มกุฏพันธนเจดีย์ กรุงกุสินารา เมื่อวันแรม ๘ ค่ำ เดือน ๖
เมื่อถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระเสร็จ มัลลกษัตริย์ทั้งหลายได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุทั้งหมดใส่ในพระหีบทอง ประดิษฐานไว้ในศาลากลางพระนครกุสินารา จัดให้มีมหรสพสมโภชตลอด ๗ วัน
..
เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานแล้ว ๗ วัน มัลลกษัตริย์ แห่งนครกุสินารา พร้อมด้วยประชาชนและพระสงฆ์ อันมีพระมหากัสสปเถระเป็นประธาน ได้พร้อมกันทำการถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ ณ มกุฏพันธนเจดีย์ กรุงกุสินารา เมื่อวันแรม ๘ ค่ำ เดือน ๖
เมื่อถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระเสร็จ มัลลกษัตริย์ทั้งหลายได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุทั้งหมดใส่ในพระหีบทอง ประดิษฐานไว้ในศาลากลางพระนครกุสินารา จัดให้มีมหรสพสมโภชตลอด ๗ วัน
ฝ่ายกษัตริย์จากแคว้นต่างๆ เมื่อทราบข่าวการปรินิพพานของพระพุทธองค์ ต่างก็ส่งราชทูตนำสาส์นมาขอส่วนแบ่งพระบรมสารีริกธาตุพร้อมทั้งยกกองทัพติดตามมาด้วย รวม ๖ นคร และมีพราหมณ์อีก ๑ นคร ได้แก่
๑. พระเจ้าอชาตศัตรู นครราชคฤห์
๒. กษัตริย์ศากยะ นครกบิลพัสดุ์
๓. กษัตริย์ลิจฉวี นครเวสาลี
๔. กษัตริย์ถูลี นครอัลกัปปะ
๕. กษัตริย์โกลิยะ นครรามคาม
๖. กษัตริย์มัลละ นครปาวา
๗. มหาพราหมณ์ นครเวฏฐทีปกะ
๒. กษัตริย์ศากยะ นครกบิลพัสดุ์
๓. กษัตริย์ลิจฉวี นครเวสาลี
๔. กษัตริย์ถูลี นครอัลกัปปะ
๕. กษัตริย์โกลิยะ นครรามคาม
๖. กษัตริย์มัลละ นครปาวา
๗. มหาพราหมณ์ นครเวฏฐทีปกะ
มัลลกษัตริย์ ผู้ครองนครกุสินารา ตรัสปฏิเสธทูตทั้ง ๗ นคร ไม่ยินยอมที่จะแบ่งส่วนพระบรมสารีริกธาตุถวายแก่กษัตริย์องค์ใดเลย ฝ่ายทูตทั้ง ๗ นครนั้น ก็มิได้ย่อท้อ เกิดเหตุโต้เถียงกันขึ้น จวนจะเกิดวิวาทเป็นสงครามใหญ่
ขณะนั้น มีพราหมณ์ผู้หนึ่งนามว่า “โทณะ” เป็นผู้เฉลียดฉลาดในการพูด เป็นที่เคารพนับถือ ของบรรดาเจ้านคร และเป็นผู้มีชื่อเสียงในเรื่องเกียรติคุณ ได้ยินการโต้เถียงกันอย่างรุนแรง จึงออกไประงับข้อพิพาทดังกล่าว โดยได้ปราศรัยให้ที่ประชุมฟังว่า
"พระพุทธเจ้าเป็นผู้ทรงสรรเสริญขันติธรรมและสามัคคีธรรม แล้วเราทั้งหลายจะมาทะเลาะ วิวาททำสงครามกันเพราะพระบรมสารีริกธาตุเป็นเหตุทำไม มาแบ่งกันให้ได้เท่า ๆ กันดีกว่า พระบรม สารีริกธาตุจักได้แพร่หลายและเป็นประโยชน์แก่มหาชนทั่วโลก"
ที่ประชุมเลยตกลงกันได้
โทณพราหมณ์จึงทำหน้าที่แบ่งพระบรมสารีริกธาตุออกเป็น ๘ ส่วน โดยใช้ตุมพะ คือทะนานทองเป็นเครื่องตวง ให้เจ้านครทั้ง ๗ คนละส่วน เป็น ๗ ส่วน อีกส่วนหนึ่งเป็นของเจ้านครกุสินารา แล้วเจ้านครทั้งหมดต่างอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุนั้นไปบรรจุไว้ในสถูปต่างหาก การแบ่งพระบรมสารีริกธาตุก็เสร็จสิ้นลงด้วยความเรียบร้อย
โทณพราหมณ์จึงทำหน้าที่แบ่งพระบรมสารีริกธาตุออกเป็น ๘ ส่วน โดยใช้ตุมพะ คือทะนานทองเป็นเครื่องตวง ให้เจ้านครทั้ง ๗ คนละส่วน เป็น ๗ ส่วน อีกส่วนหนึ่งเป็นของเจ้านครกุสินารา แล้วเจ้านครทั้งหมดต่างอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุนั้นไปบรรจุไว้ในสถูปต่างหาก การแบ่งพระบรมสารีริกธาตุก็เสร็จสิ้นลงด้วยความเรียบร้อย
ในวันอัฏฐมีบูชา หรือวันถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระนั้น นับเป็นวันที่ชาวพุทธมีความโศกเศร้าเป็นอย่างยิ่ง เพราะการสูญเสียประทีปที่นำทางให้มวลมนุษย์ก้าวล่วงสังสารวัฏ ดังนั้นเมื่อวันอัฏฐมีบูชาเวียนมาบรรจบแต่ละปี พุทธศาสนิกชนบางส่วน โดยเฉพาะพระสงฆ์และอุบาสกอุบาสิกาในแต่ละวัด จะได้พร้อมกันประกอบพิธีบูชาขึ้นเป็นการเฉพาะภายในวัด เป็นที่น่าเสียดายว่า วันอัฏฐมีบูชานี้ ในเมืองไทยเรามักลืมเลือนกันไปแล้ว จะมีเพียงบางวัดเท่านั้น ที่จัดให้มีการประกอบกุศลพิธีในวันนี้
....
....
การบำเพ็ญกุศลในวันนี้ ก็เหมือนกับวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาอื่น ๆ มีการให้ทานรักษาศีล เจริญภาวนา และมีการเวียนเทียนในตอนค่ำ เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ครั้งพุทธกาล เป็นวันที่ชาวพุทธต้องวิปโยค และสูญเสียพระพุทธสรีระแห่งองค์พระบรมศาสดา ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะอย่างสูงยิ่ง เมื่อวันสำคัญเวียนมาบรรจบ ขอเชิญพุทธศาสนิกชนทุกท่าน ร่วมแสดงพลังแห่งความกตัญญูกตเวทิตาน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้แห่งองค์สมเด็จพระบรมศาสดา ที่ทรงมีพระมหาเมตตาต่อเหล่าสรรพสัตว์ ทรงสั่งสอนพระธรรมและชี้ทางปฏิบัติเพื่อการพ้นทุกข์ไว้ดีแล้วนั้น พุทธศาสนิกชนควรแสดงธรรมสังเวช พึงพิจารณามรณานุสสติอันเป็นการตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท ให้ทาน รักษาศีล ปฏิบัติภาวนา เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
น้อมรำลึกถึงพระพุทธคุณให้สำเร็จเป็นพุทธานุสสติ ภาวนามัยกุศลโดยพร้อมเพรียงกัน
น้อมรำลึกถึงพระพุทธคุณให้สำเร็จเป็นพุทธานุสสติ ภาวนามัยกุศลโดยพร้อมเพรียงกัน
ที่มา : (สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย
มหาวรรค หน้าที่ ๑๐๐ ข้อที่ ๑๐๘ - ๑๐๙),(ทีฆนิกาย มหาวรรค. ๑๐/๑๕๘/๑๓๒) และ
http://www.84000.org/tipitaka/picture/f79.html)
มหาวรรค หน้าที่ ๑๐๐ ข้อที่ ๑๐๘ - ๑๐๙),(ทีฆนิกาย มหาวรรค. ๑๐/๑๕๘/๑๓๒) และ
http://www.84000.org/tipitaka/picture/f79.html)
เรียบเรียงบทความโดย
คุณนุชษรา ชัยยศ
คุณนุชษรา ชัยยศ
2.


Comments
Post a Comment