10.06.2561 ประเพณีการเลือกคู่ครองของชาวล้านนาในยุคก่อน : ประเพณีการแอ่วสาวและการอู้สาว.

1. ขอบคุณ ภาพและเนื้อเรื่อง และ ขออนุโมทนาบุญ กับ ท่าน วรรธคม อินคำปัน แห่ง เล่าเรื่องรัฐฉานกับล้านนาและล้านช้าง ในสยามประเทศ ครับ


ประเพณีการเลือกคู่ครองของชาวล้านนาในยุคก่อนที่คนยุคไอทีไม่รู้จักไม่เคยได้สัมผัสได้หมดไปจากสังคมล้านนาอย่างไม่มีทางหวนคืนกลับมา......นั้นคือประเพณีการแอ่วสาวและการอู้สาว จะเริ่มต้นขึ้นก็เมือพระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว ซึ่งหมายความว่าทุกคนนั้นเสร็จจากภาระกิจการงานต่างๆ แล้ว และไม่ปรากฏว่าในตอนกลางวันนั้น จะมีการ แอ่วสาว เลย พวกสาว ๆ ก็จะหลบหน้าหลบตาไม่ยอมพบพวกหนุ่มๆ และพวกหนุ่มก็เหมือนกัน จะไม่ยอมไปเยี่ยมกรายกรายใกล้บ้านสาวเหมือนกัน ในช่วงกลางวันนั้น พวกหนุ่ม ๆ ก็จะไปทำงาน อาจจะเป็นการทำไร่ ทำนา หรือพวกที่เป็นช่างฝีมือ ก็จะไปทำงานตามแนวที่ถนัดของแต่ละคน


หนุ่มล้านนาในสมัยก่อนนั้น ไม่นิยมที่จะมา “อู้สาว” ในเขตละแวกหมู่บ้านเดียวกัน เพราะเคยเห็นกันมาตั้งแต่ยังเล็กๆ เคยเล่นหัวด้วยกันมา มีความนับถือกันเหมือนญาติพี่น้องแต่ก็อาจจะมีบางรายซึ่งเป็นส่วนน้อย อีกประการหนึ่งนั้นการที่จะมา “อู้สาว” หมู่บ้านเดียวกันนั้นมักจะถูกล้อเลียนว่า “แอ่วสาวบ้านเดียวเหมือนเตียวไปขี้” (จีบสาวบ้านเดียวกันเหมือนเดินไปหาส้วม)

ค่ำลงแล้วพวกหนุ่ม ๆ ก็จะผัดหน้าทาแป้ง หวีผมเสียเรียบแปร้ ผู้ที่มีนิสัยรักดนตรี ก็จะ “สปายซึง” ไปด้วย หรือ บางคนถนัด “สะล้อ” ก็จะถือสะล้อติดมือไปด้วย เมื่อได้เวลาก็จะเกาะกลุ่ม ดีดซึงสีสะล้อ เดินไปจนกว่าจะถึงบ้านสาว ซึ่งเป็นหมู่บ้านอื่นไม่ใช่หมู่บ้านเดียวกัน การไปแอ่วสาวมักจะไปกันเป็นกลุ่ม กลุ่มหนึ่ง 2-3 หรือ 3-5 คน 


การแอ่วสาว มักจะนิยมแอ่วกันหลังจากฤดูการเก็บเกี่ยวผ่านไปแล้ว ซึ่งจะเป็นช่วงกลางฤดูหนาว เพราะช่วงนี้งานภารกิจต่าง ๆ ก็ทำเสร็จสิ้นไปแล้ว จึงมีเวลาว่างพอที่จะให้หนุ่ม ๆ ออกแสวงหาคู่ครอง การแอ่วสาวนี้จะมีตั้งแต่หมดฤดูเก็บเกี่ยวเรื่อยไปจนถึงหลังปี่ใหม่เมือง(วันสงกรานต์) หลังสงกรานต์แล้วก็ย่างเข้าสู่ฤดูฝน ในช่วงฤดูฝนนี้มักจะไม่มีใครไปแอ่วสาว นอกเสียจากคนที่เป็นคนรักกันเท่านั้น ที่ยังไปมาหาสู่กันจนกว่าจะตกลงปลงใจอยู่กินร่วมเป็นครอบครัวเดียวกัน


ส่วนฝ่ายสาว เมื่อพระอาทิตย์ตกดินแล้วก็จะแต่งตัวอย่างประณีต นั่งอยู่บน “เติ๋น” (กลางบ้าน) มักจะหางานจุกๆ จิกๆ มาทำพอแก้เขิน บางรายก็จะนั่งปั่นฝ้าย หรือบางรายก็อาจจักตอกทำเครื่องจักสาน ซึ่งงานประเภทนี้ก็ขึ้นแต่ละบ้านว่า ในละแวกนั้นมีงานประเภทใดทำเป็นหัตถกรรมในครัวเรือน สาวๆ ก็จะเอาของสิ่งนั้นๆ มาทำรอพวกหนุ่ม ๆ ที่มาแอ่ว

การ แอ่วสาว นี้จะไม่นิยมไปกันตั้งแต่หัวค่ำ เพราะเกรงว่าการไปในช่วงนี้จะไป “ย้ำถ้วยน้ำพริก” ซึ่งหมายถึง การไปบ้านสาวแล้ว ไปเจอเวลาอาหารเย็นของบ้านสาวเข้านั่นเอง เพราะคนเมืองเรานั้น ส่วนใหญ่มักจะ รับประทานอาหารเย็นกันในเวลาประมาณ 19.00-20.00 น. การแอ่วสาวจึงมักจะไปกันหลังเวลาดังกล่าว ล่วงเลยไปแล้ว และการแอ่วสาวนี้จะมีไปถึง ตี 2 ตี3 และพวกที่แอ่วสาวกลับมาในช่วงนี้ ก็จะมีการ “จ๊อย” (โคลงกลอนคนล้านนา) ไปตาม “กอง” (ถนน) ในหมู่บ้าน โดยมีเสียงสะล้อสีคลอไปตามทำนองของจ๊อย ถ้อยคำของจ๊อยนั้นอาจจะกล่าวถึงผู้หญิงในเชิงตัดพ้อต่อว่า หรือออดอ้อนขอความเห็นใจจากสาวๆ ก็ได้ ตามแต่ผู้ที่ขับร้องจ๊อยนั้น จะเลือกบทร้อยกรองบทไหนออกจากจ๊อย 


การ “แอ่วสาว” นี้ มีธรรมเนียมอยู่อย่างหนึ่งคือ ในตอนหัวค่ำนั้น บ่าวผู้เป็น “ตั๋วป้อ” ของสาวๆ นั้น จะไม่มาหา “ตั๋วแม่” ของตนเลย คงปล่อยโอกาสให้พวกบ่าวต่างบ้านที่มาแอ่วขึ้นไปเกี้ยวคู่รักของตน ส่วนตนเองนั้นก็ไป “แอ่วสาว” ที่บ้านอื่นก่อน และบ่าวๆ ในสมัยนั้น ไม่มีการนแสดงอาการหึงหวงต่อกันเลย และบางครั้งก็อาจจะพาเอาเพื่อนต่างบ้านไป “แอ่วสาว” อันเป็นคนรักของตนก็มี และไม่เคยปรากฏว่ามีการทำร้ายกันถึงเลือดตกยางถึงในในเชิงหึงห่วงผู้หญิงอีกด้วย และทำให้เห็นว่าจิตใจของบ่าวๆ ในสมัยนั้นมีความใจกว้างและแฟร์พอในเรื่องอย่างนี้

สำหรับบ้านของสาวนั้น จะต้องมีหิ้งกระจก มีแป้งผัดหน้า มีหวี เตรียมเอาไว้สำหรับให้บ่าวๆ ที่มาแอ่วหานั้น ไปผัดหน้า หวีผม ส่วนสาวนั้นก็นั่งบน “เติ๋น” ใกล้ๆกับประตูห้องทั้งนั้นก็เพื่อที่จะเอาไว้ป้องกันพวกบ่าวมือเร็วที่มาแอ่ว กระทำการล่วงเกิน เมื่อมีเหตุการณ์อย่างนั้นเกิดขึ้น สาวก็จะได้หลบเข้าไปในห้อง ไปปลุกบิดามารดาให้รู้ถึงการล่วงเกินของพวกบ่าวเหล่านั้น


บริเวณที่สาวนั่งนั้น จะต้องนั่งใกล้กับประตูห้อง ด้านบนประตูระหว่างวงกบนั้น จะมีแผ่นไม้สี่เหลี่ยมสลักลวดลายติดกั้นเอาไว้ ซึ่งเรียกแผ่นไม้นั้นว่า “หำยนต์” หรือ “หำโยน” ซึ่งบ้านของคนเมืองที่มีฐานะ เป็นบ้านไม้สักนั้น มักจะมีแผ่นไม้นี้ติดเอาไว้ทุกบ้าน ทั้งนี้ก็เพราะเอาไว้ป้องกันหรือเอาไว้เพื่อเป็นการ “ข่ม” ตามพิธีไสยศาสตร์

บนบ้านของฝ่ายสาวอาจจะ “ต๋ามผางมันโกม” เอาไว้ แสงสว่างนั้นไม่สว่างมากนักแบะจะนำผางมันโกมนั้นมาไว้ตรงกลางๆ “เติ๋น” ส่วนสาวนั้นก็จะนั่งบังเงาเสา ไม่ให้พวกบ่าว ๆ ที่มาแอ่วนั้นได้เห็นหน้าถนัด ซึ่งการนั้งลับเงาเช่นนี้ พวกบ่าวที่มาแอ่วหาก็จะพยายามที่จะยลโฉมหน้าให้ถนัด ๆ ก็มีการลุกขึ้นจากที่นั้งไปดื่มน้ำจากหิ้งน้ำ กลับมานั้งใหม่ก็ย้ายที่นั่งจากที่เดิมมาอยู่ใกล้ๆ สาวและทำทียกผางมันโกมขึ้นมาจุดบุหรี่ แล้วก็วางโกมนั้นให้เลื่อนไปจากที่เดิมให้แสงสว่างส่องเห็นหน้าสาวชัดๆ ฝ่ายสาวก็จะกระเถิบลับบังเงาอีก ฝ่ายหนุ่มก็จะทำทีลุกขึ้นดื่มน้ำอีก แล้วกลับมาย้ายแสงไฟอีก สาวก็จะกระเถิบเข้าไปบังเงามืดอีก นับเป็นการหยอกเย้ากัน ค่อนข้างจะสนุกสนานทีเดียว 


พอตกดึกกะว่าพวกหนุ่มต่างบ้านที่มาแอ่วนั้นกลับไปแล้วก็จะมาหา “ตั๋วแม่ของตน” ซึ่งจะมาหาในราวประมาณ ตี 2 ตี 3 ช่วงนี้ทั้งสองก็จะคุยกันเพียงลำพังฉันท์คนรัก จนเวลาผ่านไปจนใกล้จะรุ่งสางจึงลากลับบ้านไป และสาวนั้นก็จะเข้าครัว “นึ่งข้าว” ต่อไป


การอู้สาวแบบคนที่รักกันนั้นไม่นิยมพูดกันในแบบ “กำค่าวกำเคลือ” แต่จะพูดกันในแบบธรรมดาๆนี่เอง “กำค่าวกำเคลือ” นั้นเอาไว้พูดตอบโต้กันกับพวกบ่าวต่างบ้าน หรือกับ “บ่าว” ที่เพิ่งมารู้จักกับ “สาว” เป็นครั้งแรกนั้นเอง คำคร่าว คำเครือ ยกตัวอย่าง เช่น
ชาย : อ้ายขอนั่งนี้น่อยเต๊อะ (พี่ขอนั่งที่นี่หน่อยนะ)
หญิง : นั่งเต๊อะบ่ใจ้ตี้ไผ ตั๊ดหัวคันได ตี้นอนหมาโก้ง
(นั่งเถอะ ไม่ใช่ที่ของใคร ตรงที่หัวบันได เป็นที่นอนหมาลาย)
ชาย : หมาโก้งหมากี้ น้อยปี้บ่าหัน มาแอ่วตึงวัน หันก้าหมาแม่ต้อง
(หมาลาย ลูกหมาอะไร พี่ไม่เคยเห็น มาทุกวัน เห็นแต่แม่ลูกอ่อน ผอมโซ) เป็นต้น
ส่วนพ่อแม่ หรือผู้ปกครองของหญิงสาวนั้น ถ้าเห็นดีเห็นงามด้วย ก็ปล่อยโอกาสให้หนุ่มสาว ได้พูดคุยหยอกล้อกัน แต่ถ้าไม่ชอบหรือไม่เห็นด้วย ก็จะขัดขวางกีดกันต่าง

------------------------------------------------------------------------



2.

Comments

Popular posts from this blog

10.06.2561 ภาพกลโคลงจาตุรทิศ ที่ศิลาจารึกวัดพระเชตุพนฯ (วัดโพธิ์) โดยหลวงชาญภูเบศร

10.06.2561 เจ้าผู้ครองเมืองน่านยุคขึ้นกับสยาม.

10.06.2561 ข่วงประตูท่าแพ เมืองเชียงใหม่